http://autowood.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

สถิติ

เปิดเว็บ28/09/2010
อัพเดท26/06/2012
ผู้เข้าชม40,318
เปิดเพจ73,383

บริการ

ตามรอยพ่อ อยู่อย่างพอเพียง

งานไม้น่ารู้

ติดต่อเรา

ปฎิทิน

« July 2014»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

Alternative content

iGetWeb.com

ความรู้งานไม้เบื้องต้น

ความรู้งานไม้เบื้องต้น

งานไม้

ความปลอดภัย

            ความ ปลอดภัยนับว่าเป็นความสำคัญอย่างหนึ่งในการทำงาน เมื่อใดที่เข้าทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมหรือบริษัท จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยก่อนเป็นอันดับแรก ความปลอดภัยถูกตั้งขึ้นโดยสภานิติบัญญัติ ผ่านหน่วยงานการป้องกันความปลอดภัยและสุขภาพตามพระราชบัญญัติ มีการวางระเบียบการป้องกันของลูกจ้างในรูปแบบของการททำงานการนำกฎเกณฑ์ต่างๆ มาปฏิบัติ ปัจจุบันได้นำมาประยุกต์ในโรงเรียนด้วย นอกจากนี้ยังได้กำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องของงการรักษามลภาวะทางเสียงและอากาศ เพิ่มเข้าไปในมาตรฐานความปลอดภัยด้วย

            ในการทำงานไม้จะต้องเตรียมความพร้อมเสมอในเรื่องความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือเครื่องจักรกลต่างๆ และพื้นที่ทำงาน เพราะบางครั้งการทำบางสิ่งโดยไม่ไตร่ตรองอาจเกิดอุบัติเหตุได้โดยไม่รู้ตัว การทำงานที่ประมาทจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง หรือให้เกิดความผิดพลาดต่องานได้ ก่อนที่จะเริ่มทำงานจึงควรปฏิบัติดังนี้

-         เรียนรู้เรื่องกฎความปลอดภัย

-         ทำงานตามขั้นและเวลา

-         รู้ว่าส่วนไหนและวิธีการป้องกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

 

ความปลอดภัยในการทำงาน

1.      ทำงานตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

2.      ปรึกษาผู้ให้คำแนะนำในการททำงาที่ถูกต้องและปลอดภัย

3.      อย่าลืมคำว่า “ความถูกต้อง ต้องมาเป็นอันดับแรก”

4.      คำขวัญที่ดีกล่าวได้ว่า “สิ่งที่ดีที่สุดคือ ความปลอดภัย”

5.      หลีกเลี่ยงการเล่นอย่างคึกคะนอง และให้ความสนใจป้ายเตือนต่างๆ ในโรงเรียน

 

การป้องกันตัวในการทำงาน

1.   เสื้อผ้าที่หลวมจะโดนเครื่องจักรดึงหรือกระชากได้ เสื้อที่มีแขวนยาวควนติดกระดุมข้อมือให้แน่น หรือพับให้ถึงข้อศอก เสื้อผ้าที่ควรใช้ทำงานไม่ควรเป็นเสื้อแขนสั้นหรือเสื้อฝึกงาน

2.      ควรถอดแหวน นาฬิกา และเครื่องประดับอื่นๆ ก่อนที่จะทำงานกับเครื่องมือ และเครื่องจักร

3.   ควรสวมแว่นป้องกันแสงหรือป้องกันสายตา ประกอบด้วยเครื่องบังเพื่อป้องกันดวงตาจากเศษไม้ ตะปู ขี้เลื่อย และรอยเปื้อนต่างๆ ดังรูปที่ 2.3

4.      ควรสวมเสื้อป้องกันหูเมื่อทำงานรอบๆ เครื่องจักรในระยะเวลานานๆ

5.   ควรเก็บหรือรวบรวมผมที่ยาวให้ห่างจากเครื่องจักรที่กำลังทำงาน การผูกผมไว้ด้านหลังหรือใช้ผ้าคลุมผม จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุได้ส่วนหนึ่ง

 

 

การใช้เครื่องมือ

1.   เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง และเข้าใจกฎความปลอดภัยของเครื่องมือและเครื่องจักรที่ซื้อมา ตลอดจนเรียนรู้คำเตือนจากป้ายสัญญาณ เช่น ป้ายหยุดดังรูปที่ 2.4

2.   เครื่องตัดไม้ที่คมจะช่วยให้ทำงานได้ง่ายและดี ส่วนใบมีดที่ไม่คมจะทำให้ลื่นและอาจพลาดไปถูกส่วนต่างๆ ของร่างกายได้

3.      ไม่ควรทดสอบความคมของเครื่องมือด้วยอวัยวะของร่างกาย แต่ควรใช้ไม้หรือกระดานแทน

4.      นิ้วมือควรจะให้ห่างจากคมมีดของเครื่องมือ และใช้ไม้หรือวัสดุอื่นตัด ดังรูป 2.5

5.      ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้นิ้วหรือมือในการสตาร์ตเครื่องจักร

6.   ต้องมั่นใจว่าเครื่องจักรที่ใช้อยู่ในสภาพดี ควรตรวจสอบความเรียบร้อยว่าไม่แตกหักหรือหลวม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

7.   ต้องไม่ใช้เครื่องมือผิดวิธี เช่น ไม่ควรใช้สิ่วเปิดกล่องไม้หรือกระป๋อง ต้องใช้เครื่องมือให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายเฉพาะอย่าง

 

การเก็บรักษาเครื่องมือ

1.      ดูแลรักษาความสะอาดบนโต๊ะฝึกงานและพื้นที่รอบๆ

2.      เก็บเครื่องมือให้เรียบร้อยเมื่อใช้งานเสร็จ

3.      ตรวจสอบเครื่องมือด้วยน้ำมันหรือจาระบี เพื่อรักษาเครื่องมือที่เป็นโลหะ

4.      ควรเก็บเศษวัสดุดิบใส่ในกล่องหรือถังเก็บ

5.   ทำความสะอาดทุกครั้งเมื่อเสร็จงาน เพราะความสะอาดในโรงงานเป็นความปลอดภัยอย่างหนึ่ง

 

การรายงานอุบัติเหตุ

            การรายงานอุบัติเหตุต่างๆ ไม่ใช่สิ่งสำคัญเพียงเล็กน้อย และสิ่งที่ช่วยกันอันดับแรก คือ เมื่อมีแผลที่เกิดจากการตัดหรือขีดข่วน ซึ่งจะทำให้เชื้อ โรคเข้าไปในบาดแผลได้ หรือบางสิ่งบางอย่างเข้าตาแม้เพียงเล็กน้อย ต้องไปให้แพทย์ตรวจทันที

 

การวัดและการออกแบบ

            เมื่อเริ่มแรกมนุษย์ทำการวัดโดยใช้ส่วนต่างๆ ของร่างงกายหรือวัตถุธรรมชาติอื่นๆ โดยมีหน่วยการวัด เช่น 1 ศอก คือระยะทางจากข้อศอกถึงปลายนิ้ว แต่งเนื่องจากระยะหนึ่ง 1 ศอกของแต่ละคนไม่เท่ากัน จึงไม่เกิดความแน่นอนในการวัด หรือ 1 ฟุต ใช้เท้าของพระมหากษัตริย์วัด ซึ่งก็อาจจะได้ความยาวที่ผิดไป ต่อมาหน่วยการวัดเริ่มมีมาตรฐานขึ้นโดยชาวอียิปต์ได้กำหนดความยาว 1 ศอก ของพระมหากษัตริย์โดยวัดจากหินแกรนิตที่เรียงกัน ส่วน 1 ศอก อื่นๆ ใช้กิ่งไม้วัด แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน จนได้ความยาวเหมือนจริงมากที่สุด และกลายเป็นระบบการวัดของโลก ในมาตรฐานอังกฤษอังกฤษมีหน่วยการวัดเป็นฟุต (Foot) และปอนด์ (Pound)

            ในปี 2243 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อนโปเลียน ได้คิดคิดค้นระบบการวัดใหม่ เรียกว่า “ระบบเมตริก” จากพื้นฐานของความเชื่อที่ได้จากขนาดของโลก และได้มีการพัฒนาปรับปรุงได้ดีขึ้น ในปัจจุบันเรียกระบบเมตริกว่า ระบบ SI ทุกวันนี้ประเทศส่วนใหญ่นิยมใช้ระบบเมตริก ดังนั้นในการศึกษาระบบการวัดจึงควรได้มีการศึกษาทั้ง 2 ระบบ เพื่อการเปรียบเทียบเช่น

-         เมตร (Metre) เป็นหน่วยของความยาว ที่ยาวกว่า 1 หลา (Yard) เล็กน้อย (ประมาณ 39.37 นิ้ว)

-     กิโลกรัม (Kilogram) เป็นหน่วยวัดน้ำหนัก (Mass) มากกว่า 2 ปอนด์เล็กน้อย (ค่าจริง 2.2 ปอนด์)

-     ลิตร (Litre) เป็นหน่วยที่ใช้วัดความจุของเหลว หรือปริมาตรมากกว่า 1 ควอท (Quart) เล็กน้อย (ประมาณ 1,06 ควอท)

-     องศาเซลเซียส (Degree celsius) เป็นหน่วยวัดอุณหภูมิ บนมาตราส่วนนี้ มีจุดเยือกแข็งอยู่ที่ 0 C และจุดเดือดอยู่ที่ 100 C ส่วนองศาฟาเรนไฮต์ (Degree fahrenheit) ทำเป็นองศาเซลเซียสได้โดยลบออก 32F และหารด้วย 1.8

ระบบเมตรริกเป็นระบบทศนิยม เป็นหน่วยพื้นฐานของผลคูณด้วย 10 การบ่งบอกหน่วยใหญ่หรือเล็ก

จะเพิ่มคำนำหน้า เช่น กิโล เซนติ และมิลลิ มีหน่วยของคำว่าเมตร ตัวอย่างเช่น กิโลเมตร คือ 1000 ครั้งของเมตร เซนติเมตร คือ 100 ครั้งเล็กกว่าเมตร (1 ใน 100 ของเมตร) และมิลลิเมตรคือ 1000 ครั้งเล็กกว่าเมตร (1 ใน 1000 ของเมตร) คำทั้งสามนี้มักใช้ร่วมกันอยู่เสมอในหน่วยการวัด คำนำว่า และชื่อของหน่วย สามารถทำให้สั้นลงโดยใช้สัญลักษณ์ (รูปที่ 3.4)

 

Prefix

Symbol

Meaning

Giga

G

one billion times

Mega

M

one million times

Kilo

K

one thousand times

Centi

C

one-hundredth of

Milli

M

one-thousandth of

Micro

U

one-millionth of

Nano

N

one-billionth of

Note: Some prefixes are capitalized so that they won’t be confused with metric units. For example, but g =gram

การเปรียบเทียบระบบอังกฤษและระบบเมตริก

            ในงานไม้ระบบการวัดระยะในระบบอังกฤษจะเป็น”,12” (ฟุต) และ 36” (หลา) ส่วนระบบเมตริกใช้เป็น 150 มม. (15 ซม.), 300 มม. (30 ซม.) และ 1 ม. ดังรูปที่ 3.5 การเปรียบเทียบจากรูปภาพพบว่าความยาว 12” จะยาวกว่า 300 มม. เล็กน้อย การแบ่งมาตราส่วนใน 1 นิ้วของอังกฤษจะหารด้วย 1/8” หรือ 1/16” ส่วนของเมตริกจะแบ่งเป็น 10 ส่วน เท่ากับ 1 ซม. หารออกด้วย 10 จะได้มิลลิเมตร (10 มม.= 1 ซม.) ดังรูป 3.6

            เครื่องมือและอุปกรณ์ในงานไม้สำหรับการวัดในการใช้หน่วยเมตริก ดังรูปที่ 3.7 เป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างทดแทนได้ เครื่องมือและอุปกรณ์บางชนิดไม่สามารถเปลี่ยนแปลงขนาดรูปร่างได้ เช่น เลื่อย สิ่ว หรือค้อน เป็นต้น ดังรูป 3.8 สำหรับเครื่องจักรกลในงานไม้ก็เช่นเดียวกันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และในการผลิตนิยมใช้หน่วยเมตริกเป็นหลัก

 

การออกแบบ

            การออกแบบ (Design) ในงานไม้ คือการตัดสินใจที่จะเลือกสำหรับชิ้นงาน เพื่อให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของผู้ผลิตที่ได้ตั้งไว้ เปรียบกับเวลาคุณไปซื้อจักรยาน คุณจะต้องเลือกสี ขนาด ตามที่คุณต้องการและถูกใจ นอกจากนี้คุณอาจททดลองหมุนหรือจับล้อ และขอบล้อ แม้กระทั้งการทดสอบเบรก เมื่อพิจารณาดีแล้ว คุณจึงตัดสินใจซื้อ การออกแบบก็เช่นเดียวกัน ชิ้นงานที่ออกมาจะต้องสวยงาม มีประโยชน์ และมีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเต็มที่ การออกแบบงานไม้ไม่ใช่เรื่องง่ายและควรอาศัยดูจากนิตยสาร หรือหนังสือต่างๆ ที่จะช่วยได้มากขึ้น จนมีความชำนาญในการตัดสินใจตัวอย่างเช่น การออกแบบตู้เครื่องเสียง ดังรูปที่ 3.10 เป็นการออกแบบจากการใช้ความแตกต่างของช่องว่างให้เหมาะสม ซึ่งจะได้ทั้งความสวยงามและประโยชน์อย่างเต็มที่

 

อะไรที่ทำขึ้นเพื่อการออกแบบ

            การออกแบบเป็นการสร้างส่วนประกอบที่ แน่นอน โดยนำมาประกอบกันจนเกิดเป็นรูปร่างหรือชิ้นงานขึ้น การสร้างส่วนประกอบต้องอาศัยสิ่งต่อไปนี้

            เส้น (Line) เส้นเมื่อล้อมลอบช่องจะสร้างรูปร่างขึ้น เส้นสามารถบอกความรู้สึกได้ เช่นเส้นตามแนวขวางดูสงบเงียบ เส้นตั้งให้ความรู้สึกมีอำนาจ และเส้นเอียงดูเหมือนกับความก้าวร้าว เส้นแบบคลื่นสร้างความเคลื่อนไหวและมีจังหวะ ดังรูปที่ 3.11

            รูปร่าง (Shape) เป็น ช่องล้อมลอบด้วยเส้น อาจเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปหกเหลี่ยม และรูปแปดเหลี่ยม รูปเหล่านี้สามารถนำมาออกแบบเป็นงานไม้ที่สวยงามและเกิดประโยชน์ได้ ดังรูปที่ 3.12

            แบบ (Form) รูปร่างเป็นส่วนประกอบที่นำมาใช้ทำแบบ เช่น สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ปิรามิด หรือวงรี ซึ่งสามารถมองเห็นเป็น 3 มิติ (Three-dimensional) หมายถึง ความสูง ความกว้าง และความลึก

            สี (Color) นับว่ามีความสำคัญในการออกแบบ สีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นคือ สีแดง เหลือง และส้ม สีเขียวและสีน้ำเงินให้ความรู้สึกเย็น สีของไม้ถือว่าเป็นสีธรรมชาติที่ให้ความสวยงาม ซึ่งอาจไม่ต้องใช้สีช่วย แต่ไม้บางชนิดสีไม่สวยงามก็จะใช้สีย้อมสี หรือทาเคลือบ นอกจากี้การทำสีให้เกิดความมเงางามจะช่วยทำให้ชิ้นงานดูมีค่าและสวยงามมากขึ้น ดังรูปที่ 3.13

 

วัสดุในงานไม้

            เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าการเริ่มทำงานไม้ในโรงงานอย่างไรจึงจะดี ดังนั้นหากได้เรียนรู้เกี่ยวกับไม้ที่ใช้  จะช่วยให้ได้งานออกมาสวยงาม มีคุณภาพ การซื้อไม้ดีๆ จากโรงงาจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย วัสดุที่ได้ก็ไม่ด้อยคุณภาพ ในบทนี้จะขอกล่าวถึงวัสดุของงานไม้ที่นิยมใช้กัน

 

ไม้แปรรูป

            ไม้แปรรูป (Lumber) ได้มาจากต้นไม้ ดังรูปที่ 4.1 โดยการ ตัดต้นไม้แล้วนำมาแปรรูปเพื่อนำไปใช้งาน ภายใต้เปลือกของต้นไม้มีส่วนประกอบของไม้ผ่านไมโครสโคป (Microscope) ซึ่งประกอบไปด้วยหลอดแคบๆ ยาวๆ มากมาย แต่ละหลอดมีขนาดเล็กกว่าเส้นผม ปกติหลอดนี้จะโตและขยายตัวในแนวดิ่ง ตั้งตรง ถ้าตัดต้นไม้ทางขวางลายเนื้อไม้จะตัดผ่านสายใยเหล่านี้ ดังรูปที่ 4.2

            แผ่นไม้แปรรูป คือส่วนที่ตัดจากไม้ซุงตามยาวจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ดังรูปที่ 4.3 เมื่อต้นไม้ถูกตัด เนื้อไม้จะเต็มไปด้วยความชื้น จะต้องทำการตากจนแห้งเสียก่อน ลักษณะเช่นนี้เรียกว่าไม้แปรรูปตากแห้ง (Air-Dried :AD) การจำหน่ายไม้แปรรูป ส่วนใหญ่จะต้องมีค่าความชื้นของไม้ไม่เกิน 19% ถ้าเกิน 19% ต้องถูกทำให้แห้งด้วยการอบแบบพิเศษ เรียกว่า คินน์ (Kilns) ไม้แปรรูปโดยทั่วไปจะต้องแห้งก่อนนำไปใช้

            ขนาดของไม้แปรรูปเมื่ออยู่ในโรงเก็บไม้ก่อนนำไปใช้งาน จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยกับที่ระบุไว้ เนื่องจากไม้จะมีการหดตัวเมื่อเวลาไสผิวหน้าไม้ ยกตัวอย่างเช่น ไม้ขนาด 2 นิ้ว x 4 นิ้วขนาดของไม้แปรรูปที่ใช้งานจริงจะมีขนาดเพียง 1 ½ นิ้วx 3 ½ นิ้ว ส่วนความหนาของไม้ 1 นิ้ว ถ้าไส 2 หน้าแล้วจะเหลือเพียง 13/16 นิ้ว การคัดเกรดของไม้แปรรูป จะแบ่งเป็นเกรดเอและเกรดบี แต่ทั่วไปนิยมใช้เกรดบี ซึ่งมักจะใช้กับงานตกแต่งภายใน หรืองานโรงฝึกงานในโรงเรียน เป็นต้น ส่วนเกรดซี และเกรดดีจะแพงกว่าเล็กน้อย ในการคัดเกรดของไม้เนื้อแข็งที่ดีที่สุดคือแบบ FAS (First and seconds) เหมาะสำหรับการทำเฟอร์นิเจอร์ ส่วนแบบหมายเลข 1 หมายเลข 2 จะมีข้อบกพร่องบ้างและราคาถูกกกว่าแบบ FAS

            การซื้อขายไม้แปรรูป จะขายในลักษณะเป็นตารางฟุต โดยคิดเป็นความกว้าง 12 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว และหนา 1 นิ้ว หรือ 1/12 ฟุต3 มักเรียกว่า 1 board foot ไม้แปรรูปที่มีความหนาน้อยกว่า 1 นิ้ว ให้คิดเป็น 1 นิ้ว สูตรที่ใช้คำนวณหน้าไม้ในการขายคือ ไม้ 1 board foot = หนา (นิ้ว) x กว้าง (ฟุต) x ยาว (ฟุต)

            ตัวอย่าง                      ไม้ขนาด 2 ฟุต ยาว 12 ฟุต หนา 4 นิ้ว คิดเป็นปริมาตรไม้เท่าไร

                                                ปริมาตรไม้ =     x 2  x 12 = 8 ฟุต3

           

            ในบางครั้งการคำนวณหน้าไม้ใช้หน่วยเป็นนิ้ว แล้วแปลงค่าเป็นฟุตก็ได้ ด้วยการหารด้วย 12 (ในกรณีที่ความยาวหรือความกว้างมีหน่วยเป็นฟุต)

                                                           

                        สูตรที่ใช้คำนวณ BF =                              

 

การเปรียบเทียบขนาดไม้แปรรูปเป็นนิ้วและมิลลิเมตร

           

Nominal size (in.)

Actual dry size (in.)

Dry size (mm)

1   x   2

1   x   4

1   x   6

1   x   10

1   x   12

2   x   4

2   x   6

2   x   10

2   x   12

3   x   6

4   x   4

4   x   6

¾   x   1 ½

¾   x  3 ½

 ¾   x   5 ½

¾    x   9 ¼

¾      x   11 ¼

1 ½   x   3 ½

1 ½   x   5 ½

1 ½   x   9 ¼

11 ½   x   11 ¼

2 ½   x  5 ½

3 ½   x   3 ½

3 ½   x   5 ½

19    x    38

19    x    89  

19    x    140

19    x    235  

19    x    285

19    x    89  

19    x    140  

19    x    235

19    x    285 

19    x    140  

19    x    89  

19    x    140

 

            ประเทศไทยเคยคิดปริมาณของไม้เป็นยก โดยไม้ 1 ยกมีขนาดกว้าง 24 นิ้ว ยาว  16 วา และหนา 1 นิ้ว (ไม้ 1 ยกจะมีปริมาตรเท่ากับ 17.78 ฟุต3 )

            ดังนั้นการซื้อขายไม้ในปัจจุบัน จะขายหน้าตัดเป็นนิ้ว ความยาวเป็นเมตร สำหรับไม้ทั่ว ๆ ไป และหน้าตัดเป็นนิ้ว ความยาวเป็นฟุต สำหรับไม้สัก

            วิธีการสั่งไม้แปรรูปให้ได้ตามที่ต้องการ ควรปฏิบัติดังนี้

-         จำนวนชิ้นงานที่ต้องการ

-         ชั้นคุณภาพของไม้แปรรูป

-         ขนาดของชิ้นงาน

-         ผิวไม้ที่ต้องการ (มีการไสไม้จากโรงงานที่ด้าน)

-         ชนิดของไม้ที่ต้องการ

-         การตากแห้ง (โดยธรรมชาติหรือเข้าห้องอบพิเศษ)

 

ไม้อัด

            ไม้อัด (Plywood) ประกอบด้วยแผ่นไม้บาง ๆ ที่ทำจาการอัดกาวในขี้เลื่อยแล้วอัดกันเป็นชั้น ๆ ที่ชั้นนอกสุดจะเป็นแผ่นไม้ เรียกว่า แผ่นหน้า หรือแผ่นหน้าและหลัง ส่วนชั้นกลางหรือคอร์เป็นขี้เลื่อย หรืออาจเป็นการอัดเศษไม้ หรือเศษไม้แผ่นซ้อนระหว่างผิวหน้ากับคอร์ เรียกว่า แถบขวาง (Crossbands)

            การอัดชั้นขอไม้อัด จะอัดทีละ 3, 5 หรือ 7 ชั้น ไม้อัดเนื้ออ่อน (Soft wood Plywood) ใช้ทั้งงานภายนอก (กันน้ำได้) และงานภายใน (กันน้ำไม่ได้) สำหรับงานที่เป็นงานทาสีหรือตกแต่งภายใน ไม้อัดนับว่ามีประโยชน์มาก เกรดที่ดีที่สุดคือ A-A (หน้าเรียบทั้ง 2 ด้าน) A-B (หน้าเรียบด้านหนึ่ง หยาบด้านหนึ่ง) และ A-C (ด้านหลังคุณภาพต่ำ) ส่วนไม้อัดเนื้อแข็ง ด้านนอกสุดจะเป็นไม้เนื้อแข็งอย่างดี เช่น มะฮ็อกกานี ยมหิน เป็นต้น เกรดของไม้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผิวแผ่นหน้าและหลัง

            ความหนามาตรฐานของไม้อัด มีตั้งแต่ 3.2, 4.0, 6.0, 10.0, 15.0 และ 20.0 มม. ส่วนขนาดของไม้อัดแบบมาตรฐานมีขนาด 4 x 8 ฟุต ไม้อัดขายเป็นตารางฟุต ราคาก็จะมีความแตกต่างเช่นกัน

 

ไม้อัดแผ่นแข็ง

            ไม้อัดแผ่นแข็ง (Hard board) ทำมาจากการอัดแผ่นไม้เข้าไปในใยไม้โดยวิทยากรสมัยใหม่ ภายใต้ความร้อนและความดัน แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ชนิดมาตรฐาน และชนิดใช้อุณหภูมิ โดยจะถูกจุ่มลงในน้ำมันและอบแห้ง

            ไม้อัดแผ่นแข็งบางชนิดผิวด้านหนึ่งจะมันลื่น ส่วนอีกด้านหนึ่งจะหยาบ ชนิดทั่วไปจะมีหน้าทั้ง 2 ด้านเป็นมันลื่น นิยมนำไม้อัดแผ่นแข็งมาเจาะรูติดผนัง เพื่อใช้แขวนเครื่องมืออุปกรณ์งานไม้และงานที่ต้องการอื่น ๆ

            ขนาดมาตรฐานของไม้อัดแผ่นแข็งคือ ขนาด 4 x 6 ฟุต (หนา 1/8 นิ้ว) และขนาด 2 x 12 ฟุต (หนา ¼ นิ้ว)

 

พาติเกิลบอร์ด

            ไม้พาติเกิลบอร์ด (Particle board) เป็นแผ่นไม้สำหรับการตกแต่งอีกชนิดหนึ่ง ทำมากจากเศษไม้โดยการอัดและบีบภายใต้ความร้อนสูง จากากรยึดติดแน่นของไม้ชนิดนี้ จึงมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกับไม้อัด เช่น ความหนา และการใช้งาน ดังนั้นไม้พาติเกิลบอร์ดจึงมีขนาดมาตรฐานเช่นเดียวกันไม้อัด คือ 4 x 8 ฟุต ส่วนความหนามีตั้งแต่ 3/8, ½, และ ¾ นิ้ว การใช้งานสามารถทำได้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานทั้งเครื่องมืองานไม้และเครื่องจักรกล

            การพิจารณาเลือกไม้สำหรับการทำชิ้นงาน ต้องขึ้นอยู่กับ 3 สิ่ง คือ

1.      ชนิดของชิ้นงานที่จะทำ เช่น ประตูภายนอกต้องใช้ไม้ที่สามารถต้านทานน้ำและแสงแดด

2.      ราคาของไม้ที่ใช้

3.      ลักษณะหรือรูปทรงของไม้ที่นำมาใช้

 

เครื่องมือ-อุปกรณ์ในงานไม้

           

            งานไม้เป็นงานที่ทำให้เกิดรูปร่างความสวยงามได้ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติงานอย่างถูกต้องเป็นวิชาหนึ่งที่ทุกคนสามารถศึกษาเรียนรู้ได้ ไม้เป็นวัสดุที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายตามที่ต้องการ ดังนั้นการปฏิบัติงานได้อย่างถูกวิธี ถูกทักษะ ก็ย่อมทำให้เกิดประโยชน์ได้มาก หลักปฏิบัติงานไม้ประการหนึ่งก็คือ ต้องเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับเครื่องมือ-อุปกรณ์ต่าง ๆ ในงานไม้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใช้การบำรุงรักษา ในบทนี้จะอธิบายถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานไม้ ดังนี้

 

เครื่องมือวัดและกำหนดขนาด

            1. ไม้บรรทัด (Rules) คือ ไม้บรรทัดที่มีทองเหลืองเคลือบปลาย ทองเหลืองจะทำหน้าที่ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับไม้บรรทัด อันจะทำให้การวัดไม่ถูกต้อง ภายในความยาว 1 นิ้ว จะแบ่งได้ 8 ช่อง หรือเรียกว่า 8 หุน ซึ่งจะแบ่งออกได้เป็น 7/8”, ¾”, 5/8”, ½”, เป็นต้น และจะแบ่งช่องย่อย ๆ ออกไปอีกครึ่งหุน (1/16”) หุนครึ่ง (3/16”) เป็นต้น

            ไม้บรรทัดโดยทั่วไปจะมีความยาว 1 ฟุต (12”) 2 ฟุต (24”) ตามรูปที่ 6.2 ลักษณะการใช้งานเป็นแบบง่าย ๆ

            2.ไม้บรรทัดพับ (Zigzag rule) ใช้วัดเครื่องมือที่มีความยาวมาก ๆ เพื่อให้เกิดความแน่นอนและไม่ผิดพลาด ไม้บรรทัดประเภทนี้มีทั้งที่บอกหน่วยเป็นนิ้ว และบอกหน่วยเป็นเมตร ดังรูปที่ 6.3

            3. ตลับเมตร (Push-pull) คือ แผ่นเหล็กที่ม้วนอยู่ในกล่องสามารถดึงออกได้ มีขอที่ปลายไว้สำหรับเกี่ยวขอบของชิ้นงาน ดังรูปที่ 6.4 สามารถวัดโค้งหรือคดได้ตามอุปกรณ์ที่จะวัด ใช้ในการวัดเพียงอย่างเดียว

            4. ไม้ฉาก (Squares) ใช้ทดสอบและวัดเครื่องมืออุปกรณ์ ใบ และด้ามที่จับจะทำมุมชนกัน (90 องศา) หน้าที่ของไม้ฉาก คือ

ก.     ใช้ทดสอบผิวหน้าของไม้

ข.     ตรวจสอบผิวหน้ากับขอบชิ้นไม้ว่าได้ฉากหรือไม่

ค.   ใช้กำหนดเส้นที่ผิวหน้าหรือขอบของไม้ เพื่อแบ่งความยาวและขอบของชิ้นงาน ไม่ควรนำไม้ฉากไปตีหรือทุบ

ไม้ฉากมีหลายแบบ พอสรุปได้ดังนี้

-     ฉากเหล็ก (Try square) ที่ด้านและใบทำด้วยโลหะหรือเหล็กกล้า มีมาตราส่วนตีติดไว้มีขนาด 4” ขึ้นไป (วัดที่ปลายถึงด้ามฉาก) ใช้วัดมุม 90 องศา และ 45 องศา เท่านั้น

-     ฉากปรับมุม (Side T. bevel) คล้ายฉากเหล็ก แต่ที่ใบสามารถปรับมุมได้ตามต้องการ เช่น การทำเดือยที่ไม่ใช่มุม 90 องศา หรือ 45 องศา การใช้จะจับส่วนด้ามจับให้ชิดขอบริมไม้ที่ได้ฉาก แล้วปรับมุมที่ใบ

-     ฉากจันทัน (Steel square) หรือฉากใหญ่ มีขนาด 16” x 24” และ 18” x 24” หนา 1/8” ใช้วัดความถูกต้องของงานที่ยาว เช่น ผิวไม้หน้ากว้าง หรือแนวหลังคา มีมาตราส่วนทั้งใบและด้ามจับ

-     ฉากรวม (Combination square) ส่วนประกอบของฉากประกอบด้วยส่วนหัว (Head) และใบ (Blade) ที่ติดระดับน้ำและเหล็กขีด (Scriber) เข้าด้วย ทำให้การวัดชิ้นงานเกิดความถูกต้องมากยิ่งขึ้น นิยมใช้กันมาก เพราะเป็นฉากที่ทำได้หลายอย่าง

            5. ปากกาโค้ง (Calipers) ลักษณะเป็นขาโค้งสองข้าง ด้านปลายจะหมุนไปมาได้ ใช้วัดเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอก (Outside diameter) ของชิ้นงาน ดูรูปที่ 6.6

 

อุปกรณ์สำหรับกำหนดขนาด

1.   ดินสอ เป็นที่นิยมใช้มากที่สุด ใช้กำหนดขนาดของชิ้นงานได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ดินสอที่ใช้ไม่ควรจะดำมากเพราะจะเข้าไปในฝังในเนื้อไม้ ทำให้มองเห็น และชิ้นงานไม่สวยงาม

2.   ใบมีดสั้น (Short bladed knife หรือ sloyd knife) ทำเครื่องหมายได้ชัดแน่นอนแม่นยำ สามารถตัดหรือเหลาไม้ หรือใช้เลื่อยตามเส้น ดังรูปที่ 6.7

3.   มีดคัตเตอร์ (Utility knife) มีด้ามจับออกมายาวต่อกับความคมของใบมีด การใช้ต้องกำหนดเส้นไว้บนส่วนของชิ้นงาน แล้วใช้ใบมีดคัตเตอร์ตัดตาารอยที่กำหนดนั้นเพื่อป้องกันการลบหายบนชิ้นงาน ดังรูปที่ 6.7

4.   ขอขีดไม้ (Marking gauge) ใช้ในการทำเส้นขนานกับขอบชิ้นงานหรือผิวหน้าชิ้นงานโดยเฉพาะชิ้นงานที่ยาว 6” หรือน้อยกว่า ดังรูปที่ 6.7

5.   เหล็กขูด (Scratch awl)ใช้กำหนดจุดกึ่งกลางของรูเจาะที่เป็นกระดานไม้หรือกระดาษแข็ง หรือกำหนดจุดนำเพื่อใส่ห่วงแขวนภาพ โดยหมุนเกลียวเข้าไปในเนื้อไม้ ดังรูปที่ 6.7

 

วิธีการวัดชิ้นงาน

1.   วัดความยาว (Length) ตรวจสอบความยาว ใช้ไม้ฉากจับฉากที่หัวไม้ โดยวัดฉากให้ต่ำกว่าหัวไม้เล็กน้อย ขีดเส้นจากขอบไม้ถึงขอบไม้ แล้ววัดความยาวของเส้นที่ขีดตามที่ต้องการทำเครื่องหมายไว้ สุดท้ายให้จับฉากที่ทำเครื่องหมายไว้ แล้วขีดเส้นจากขอบถึงชิ้นงานก็จะได้ความยาวของไม้ตามต้องการ ดูรูปที่ 6.8

2.   วัดความกว้าง (Width) กำหนดเครื่องมือที่จะใช้วัด เช่น ไม้บรรทัดหรือตลับเมตรวัดความกว้างโดยนำขอบข้างซ้ายของเครื่องมือวางบนขอบชิ้นงาน แล้วใช้หัวแม่มือขวาจรดที่ขอบชิ้นงานอีกข้างหนึ่ง แล้วอ่านค่าความกว้างของชิ้นงานจากเครื่องวัดนั้น ดังรูปที่ 6.8

3.   วัดความหนา (Thickness) การตรวจสอบความหนา ให้จับไม้บรรทัด ดังรูปที่ 6.8 แล้วอ่านความหนาโดยดูจากขีดที่เล็งตามสายตาที่มุมชิ้นงาน

 

วิธีการทำเครื่องหมาย

1.   สังเกตที่ปลายของชิ้นงาน ตรวจสอบฉากว่าได้หรือไม่ ไม่ควรมีรอยแตกหัก หากไม้ไม่ได้ฉากควรตัดปลายทิ้ง

2.      จับปลายของไม้ด้วยไม้บรรทัด วัดความยาวที่ต้องการ ดังรูปที่ 6.9

3.   ทำจุดหรือเครื่องหมายบนไม้ หลังจากทราบขนาดความยาวที่แท้จริงแล้ว ลากด้วยดินสอหรือมีดโดยทำเป็นจุดเล็ก ๆ

4.      จับฉากชิ้นงานทางด้านข้าง แล้วลากเส้นตามไม้ฉากนั้น

5.      ตัดส่วนที่ไม่ต้องการออก

6.      ในกรณีที่จะทำเครื่องหมายทางด้านกว้าง ส่วนมากมักมีความกว้างประมาณ ¼” 3/8”

7.      วัดขนาดความกว้างแล้วทำเครื่องหมายไว้

8.      ใช้ไม้ฉากยาววางที่จุดเครื่องหมาย แล้วลากเส้นบนไม้ ดังรูป 6.9

 

การใช้ขอขีดไม้ (Using a marking gague)

1.   ตรวจสภาพของขอขีดไม้ว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้หรือไม่ เช่น เหล็กขีด (Spur) มีความคมมากน้อยแค่ไหน เป็นต้น

2.   ปรับตั้งความยาวที่ต้องการให้ถูกต้อง โดยการหมุนสกรูให้หลวมก่อน แล้วเลื่อนหัวของขอขีดไม้ให้ห่างออกจากเหล็กขีดตามแกนไม้จนได้ระยะที่ต้องการ หมุนสกรูให้แน่น แล้วตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง ดังรูปที่ 6.10

3.   การขีดขอขีดบนผิวไม้ให้ใช้เหล็กขีดลงไปในไม้ โดยจะต้องแน่ใจว่าได้ระยะที่ต้องการแล้วขอจับขอขีดตรงหัวของขอขีพให้แนบชิดขอบชิ้นไม้ (เป็นการได้ฉาก) จากนั้นลากขอขีดไม้ให้เหล็กขีดจมลึกลงไปในเนื้อไม้จนได้แนวตามที่ต้องการ

 

เครื่องมือในการตัดไม้

            เครื่องมือในการตัดไม้ (Cutting tools) หมายถึง เลื่อย เพราะเลื่อยเป็นเครื่องมือที่ใช้ตัดไม้มีฟันเป็นเหล็กและมีความคม เลื่อยมีหลายชนิดแล้วแต่การใช้งาน งานที่ไม่ต้องการความละเอียดมากจะใช้เลื่อยที่มีฟันหยาบส่วนงานที่ต้องการความละเอียด จะใช้เลื่อยฟันละเอียด การใช้เลื่อยจึงต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง การใช้เลื่อยทำงานไม้ในโรงงาน มีสิ่งประกอบการทำงาน คือ

1.   โต๊ะทำงาน (Workbench) ทำจากไม้หรือเหล็กประกอบกัน โต๊ะทำงานจะออกแบบเพื่อทำงานได้คนเดียวหรือสองคน แต่บางทีอาจดัดแปลงเพื่อใช้ทำงานได้ถึง 4 คน ก็มี ดังรูปที่ 6.11

2.   ปากกาจับไม้ (Wood vise) มีแคลมป์สำหรับจับไม้ที่ตั้งประกอบติดกับโต๊ะทำงานไม้ ใช้จับชิ้นไม้เพื่อเลื่อยหรือทำงานอื่น ๆ ดังรูปที่ 6.12

 

การเลื่อยตัดและเลื่อยโกรก (Crosscut and rip saw)

1.   การเลื่อยตัด  เลื่อยชนิดนี้จะใช้ตัดไม้ตามขวางเสี้ยนไม้ ฟันของเลื่อยมีความคมสลับกันทั้งซ้ายและขวา สามารถตัดชิ้นไม้ที่มีความกว้างกว่าตัวเลื่อยได้ จำนวนฟันของเลื่อยจะมี 8 ซี่ต่อความยาว 1 นิ้ว ดังรูปที่ 6.13

2.   การเลื่อยโกรก การโกรก หมายถึง การผ่าหรือตัดไม้ตามความยาวของเสี้ยนได้ ฟันของเลื่อยจะห่างและเอียงองศามากกว่าเลื่อยตัด ซึ่งเมื่อตัดลงไปในเนื้อไม้แล้วจะมีลักษณะดังรูปที่ 6.14 จำนวนฟันของเลื่อยจะนับ 5 จุดต่อนิ้ว หรือ 5 ฟันต่อนิ้ว

3.   เลื่อยรอ (Back saw) เป็นเลื่อยมีลักษณะเส้น (Back) แข็ง มีฟันละเอียดจำนวน 14 สี ต่อความยาว 1 นิ้ว ใบเลื่อยบาง ความยาวที่นิยมใช้กันทั่วไปคือ ยาว 12 นิ้ว ใช้กับงานที่ต้องการ ความประณีต เช่น ตู้ ผ่าเดือย หรือการเข้ามุมไม้ เป็นต้น ดังแสดงในรูปที่ 6.15

 

วิธีการใช้เลื่อยกับงานไม้

1.   การตัดไม้ (Crossing wood) ทำเครื่องหมายที่ต้องการจะตัดบนไม้ นำไม้ยึดติดกับแคลมป์เพื่อให้ปลอดภัย ไม้ที่ยาวหรือกว้างจนยึดไม่ได้ ให้นำไปเลื่อยบนโต๊ะม้านั่ง การเลื่อยให้วางฟันเลื่อยใกล้กับเส้นที่ลากไว้ (อยู่ริมนอกของเส้น) ใช้หัวแม่มือซ้ายกันใบเลื่อยให้อยู่ตรงแนวลากใบเลื่อย เข้าหาตัวช้า ๆสั้น ๆ หลายครั้ง จนใบเลื่อยเกิดเป็นร่อง ใช้ฉากเหล็กมาวัดฉาก ดังรูปที่ 6.16 หลังจากเริ่มตัดแล้วให้ดึงใบเลื่อยยาว ๆ โดยเอียงเลื่อยทำมุม 45 องศา กับไม้ ดังรูปที่ 6.17 ก่อนไม้จะขาดควรใช้มือข้างซ้ายประคองไม้ไว้ เพื่อป้องกันไม้ฉีกขาด

2.   การโกรกไม้ (Ripping wood) หรือเรียกอีกอย่างว่า “การซอยไม้” ปฏิบัติได้ดังนี้ หลังจากทำเส้นกำหนดบนไม้แล้ว ยึดไม้ให้แน่นกับแคลมป์หรือวางบนโต๊ะม้านั่ง ดังรูปที่ 6.18 ควรอยู่ในลักษณะที่ชักใบเลื่อยได้สะดวกจนสุดใบ เมื่อเริ่มโกรกไม้ให้ทำเช่นเดียวกับการตัดไม้ แต่ให้ใบเลื่อยเอียงทำมุม 60 องศากับไม้ ถ้าใบเลื่อยตัดขณะที่ซอยไม้ยาว ให้เสียบลิ่มในร่องที่ตัด เพื่อจะทำให้ตัดไม้ได้ง่ายขึ้น

3.    การใช้เลื่อยรอเลื่อยไม้ มีลักษณะการปฏิบัติงานคล้ายกับการตัดไม้ เพียงแต่งานที่ใช้กับเลื่อยรอเป็นงานประณีต และมีความถูกต้องแน่นอน

หมายเหตุ เมื่อปฏิบัติงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว อย่าวางเลื่อยบนพื้น ควรนำเลื่อยไปแขวนไว้ ไม่ควรตัดไม้หรือโกรกไม้โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่ามีตะปูติดค้างอยู่ที่ไม้ เพราะจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ใบเลื่อยเสียหาย

 

เครื่องมือที่ใช้ตอก

            เครื่องมือที่ใช้ตอก (Briving tools) จะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะดังนี้

1.   ค้อนหงอน (Claw hammer) ค้อนชนิดนี้เหมาะกับช่างไม้โดยเฉพาะ เป็นค้อนเหล็กหน้าค้อนที่ใช้ตอกตะปูจะโค้งนูนออกมาเล็กน้อย เวลาตอกตะปูหน้าค้อนจะไม่ฝังเข้าเนื้อไม้เป็นรอยบุบมีหงอนอยู่ที่หัวมีร่อง เพื่อถอนตะปูได้สะดวก ที่ด้ามจะเป็นไม้และกลึงเป็นส่วนเว้าเพื่อสะดวกในการจับหรือปฏิบัติงาน ดังรูปที่ 6.19 ขนาดของค้อนจะบอกเป็นปอนด์หรือออนซ์ ค้อนที่ดีควรให้หน้าค้อนสะอาดปราศจากไขมัน ยาง หรือกาว ไม่เช่นนั้นการตอกตะปูจะทำให้ตะปูงอได้ง่าย

2.   ค้อนไม้ (Mallet) เป็นค้อนที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง มีความยืดหยุ่นดีกว่าเหล็ก ใช้กับงานสิ่วเจาะไม้ (ไม่ควรใช้ค้อนเหล็กตอกเพราะด้ามสิ่วจะแตก) ลักษณะของค้อนไม้ที่ส่วนหัวและด้ามจับจะเป็นไม้ที่กลึงกลมเป็นสี่เหลี่ยม ขนาดโดยทั่วไปที่เหมาะสมจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางของหัวค้อน 3 นิ้ว และยาว 5 นิ้ว ดังรูปที่ 6.20

3.   ไขควง (Screw drivers) ไขควงมีใบยาวขนาดตั้งแต่ 2 นิ้วถึง 18 นิ้ว ไขควรที่ดีใบเชื่อมจะติดไปถึงด้ามจับตอนใน เพื่อป้องกันไม่ให้ด้ามหมุนตามในขณะที่ขันแรง ๆ ไขควงแบบใบยาวจะมีกำลังดีกว่าใบสั้น ตอนปลายของใบควรจะแบนและได้ฉาก และหนาไม่เกินร่องตะปูควงที่จะไข มิฉะนั้นจะทำให้ร่องตะปูเสีย ดังแสดงในรูปที่ 6.21 นอกจากนั้นยังมีไขควงที่ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นอีก เรียกว่า ไขควงอัตโนมัติ (Automatic screw driver) การทำงานเพียงกดด้ามลง ใบไขควงจะทำงานเอง จึงไม่ต้องออกแรงมาก ดังรูปที่ 6.22

 

เครื่องมือไสไม้

            เครื่องมือไสไม้ (Planer tool) ในงานช่างไม้ได้แก่ กบ (Planers) กบถือเป็นเครื่องมือสำคัญและขาดไม่ได้สำหรับช่างไม้ เนื่องจากกบเป็นเครื่องมือที่ใช้แต่งผิวไม้ให้เรียบได้ขนาดตามความต้องการ ตัวกบอาจทำด้วยไม้หรือด้วยเหล็ก ดังนั้นกบที่ใช้กันแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

-         กบไม้

-         กบเหล็ก

1.      กบไม้ มีส่วนประกอบดังนี้

-     ตัวกบ ทำจากไม้เนื้อแข็งที่ไม่ยืดหรือหดตัวเร็ว ไม้ที่นิยมใช้กันคือ ไม้ชิงชัน หรือไม้ประดู่ ไม้แดง หรือไม้พยุง ขนาดความยาว 16” หนาประมาณ 2  ½” มีร่องเจาะด้านหลังเอียง 45 องศาเหลือเนื้อไม้ตอนริม ¼” ความกว้างของร่องจากริมหลังถึงริมหน้า 1 ¾” –2” และที่ด้านหลังเจาะรูเป็นวงกลมหรือวงรี ขนาดประมาณ ¾” ไว้ใส่ด้ามจับ

-     ใบกบ ทำจากเหล็กกว้าง 1 ¾” หนาประมาณ 3/16” ยาวประมาณ 6  ½” มีคมที่ส่วนล่างเพื่อใช้ขูดไม่ให้เรียบ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของกล

-     เหล็กประกับใบ หรือเหล็กประกับกบ อยู่ระหว่างใบกบและลิ้นติดกับใบกบ โดยมีน็อตสกรูยึดติดเหล็กประกันใบนี้ ขนาด 1/8” x 1 ¾” x 4” มีหน้าที่เสริมกำลังตอนปลายของใบกบไม่ให้อ่อนหรือบิดในเวลาที่ทำการไส และควบคุมการกินของไม้ เพื่อไม่ให้ไม้ย้อน

-     ลิ่ม เป็นแผ่นไม้ชนิดเดียวกับไม้ที่ทำตัวกบคล้ายหัวขวานแต่บางกว่า ใช้ตอกอัดเข้าร่องเวลาใส่ในกบ เพื่อให้ใบกบแน่น

-         ก้านหรือมือจับยาวประมาณ 9”-10” รูปวงกลมหรือวงรีช่วยให้จับกบได้เหมาะมือ

2.   กบเหล็ก ลักษณะโดยทั่วไปแตกต่างกับกบไม้ การใช้งานง่ายกว่ากบไม้ ผลงานที่ออกจากการใช้กบ พบว่ากบเหล็กมีประสิทธิภาพดีกว่า ให้ผลที่แน่นอน และเรียบร้อยกว่ากบไม้ การประกอบและการปรับก็ง่ายกว่า แต่ในเมืองไทยไม่ค่อยนิยมใช้ จึงทำให้ไม่คุ้นกับการใช้กบเหล็ก ซึ่งดูจะซับซ้อน ยุ่งยาก ดังแสดงในรูปที่ 6.24

 

ชนิดของกบ

1.   กบล้างยาว ขนาดโดยทั่วไป 2” x 2 ½” x18” มุมเอียงของใบกบประมาณ 45”-50” ใช้สำหรับไสไม้ให้เรียบและตรงระยะยาว ๆ หรือใช้ล้างแนวไสให้เรียบขึ้น

2.   กบล้างกลางและสั้น มีขนาดสั้นกว่ากบล้างยาว คือมีขนาด 12” (สำหรับกบล้างกลาง) และมีขนาด 6” (สำหรับกบล้างสั้น) ส่วนประกอบอื่น ๆ คล้ายกับกบล้างยาวทุกอย่าง ใช้ไสไม้ที่มีความยาวไม่มากนักให้เป็นเส้นตรง

3.   กบผิว ลักษณะจะคล้ายกับกบล้าง คือ มีความยาวใกล้เคียงกัน แต่ที่แตกต่างกันคือมุมของใบกบจะเอียงประมาณ 50 – 60 องศา และกบผิวจะไม่มีฝาประกับกบ มีแต่ลิ่มไม้เท่านั้น กบผิวใช้ต่อจากการใช้กบล้าง เพื่อไสไม่ให้เรียบมากยิ่งขึ้น

นอกจากชนิดของกลที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีชนิดของกบอื่นๆ อีกที่ใช้ในงานไม้ แต่จะใช้เฉพาะงานที่ต้องการ เช่น การบังใบวงกบประตู หน้าต่าง จะเลือกใช้กบบังใบ เป็นต้น นอกจากกบบังใบแล้วยังมีกบกระดี่ กบราง กบขูด และกบบัว ที่ใช้ในงานไม้ด้วย

 

การประกอบและปรับใบกบไม้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบและศึกษาให้เข้าใจถึงการประกอบและปรับในกบ เพื่อจะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การประกอบและปรับในกบไม้สามารถทำได้ดังนี้

1.      ตรวจสอบใบกบว่ามีความคมหรือไม่ ถ้าไม่คมต้องลับใบกบให้คมเสียก่อน

2.   ประกอบใบกบและฝาประกับใบเข้าด้วยกัน ดังรูปที่ 6.25 จากนั้นยึดด้วยน็อตสกรูให้แน่น (กรณีเป็นกบผิวจะไม่มีเหล็กประกับใบ) เมื่อได้แนวที่แน่นอนแล้ว ให้มีระยะแนวห่างประมาณ 1/16”

3.   ใส่ก้านมือจับเข้าไปในรูป แล้วนำส่วนประกอบในข้อ 2 ใส่ในซองของตัวกบ โดยเอาทางฝากขึ้นข้างบน

4.      ใช้มือซ้ายประคองใบกบไว้ แล้วใช้มือขวา ดันลิ่มใส่เข้าไปในช่องตัวกบ

5.   หงายตัวกบกลับขึ้นแล้วเล็งดูใบกบว่ายื่นมากน้อยแค่ไหน (ดูรูปที่ 6.269) ใบจะต้องไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง จะต้องขนานกับท้องของตัวกบ เมื่อได้ความลึกที่ต้องการแล้ว ใช้ค้อนตอกลิ่มให้แน่น

6.   ถ้าไม่ได้ความลึกที่ต้องการให้ใช้ค้อนเคาะเบา ๆ ที่ท้ายตัวกบ ใบกบจะถอยกลับออกมาเอง จากนั้นจึงค่อยตั้งใบกบใหม่

7.      เมื่อได้ระดับดีแล้ว ให้หงายดูท้องตัวกบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อความพร้อมที่จะนำไปไสไม้ต่อไป

 

การไสกบไม้ สามารถปฏิบัติได้ดังนี้

1.      เมื่อตั้งใบกบและปรับใบให้เรียบร้อยแล้ว เตรียมชิ้นงานที่จะไสวางบนโต๊ะทำงานให้พร้อม

2.   ใช้มือ 2 ข้างจับที่ด้ามจับ โดยใช้หัวแม่มือทั้งสองกดที่หลังตัวกบ นิ้วชี้เหยียดแนบข้างตัวกบ แล้วออกแรงกดด้วยฝ่ามือที่จับ เสือกกบตรงออกไปข้างหน้า และต้องคอยควบคุมตัวกบให้เลื่อนตรงตามทิศทางที่ต้องการ

3.   การยืนไสจะให้แรงดีที่สุด ขาทั้งสองต้องเหยียดตรง เวลาพุ่งกบออกไปก็โน้มตัวและย่อขาตาม ขณะที่ไสออกไป แขนทั้งสองต้องเหยียดตรงเสมอกัน จะทำให้กบไสผิวไม้ได้คงที่ การไสไม้ให้ไสตามแนวเสี้ยนไม้

4.   เมื่อไสกบเกือบได้ขนาดตามที่ต้องการแล้ว จะต้องใช้กบผิวไสเก็บความเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง การไสล้างควรให้กบกินไม้มากกว่าการไสแต่งผิว และการไสกบผิวต้องระวังการตั้งใบกบเพราะอาจจะกินเนื้อไม้ได้ ซึ่งการไสกบผิวที่ดี ขี้กลควรจะบาง ๆจนได้ขนาดตามต้องการ ให้ตรวจสอบความเรียบที่ได้จากการใช้ฉากเช็ค ดังรูปที่ 6.27

หมายเหตุ การไสกบควรจะได้ฝึกฝนให้มากเพื่อความชำนาญและประสบการณ์ ซึ่งจะต้องอาศัยไหวพริบเพื่อสังเกตข้อผิดพลาดต่าง ๆ แล้วนำไปแก้ไขปรับปรุง

 

เครื่องมือสำหรับเจาะไม้

            เครื่องมือเจาะไม้ (Boring tools) เป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในงานช่างไม้ ซึ่งจะขาดไม่ได้เช่นกันในการปฏิบัติงานไม้ การประกอบไม้เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดเป็นรูปร่าง จะต้องมีการเจาะไม้ ดังนั้นนักศึกษาจึงควรได้ศึกษาถึงเครื่องมือที่ใช้เจาะไม้ ดังนี้คือ

-         สิ่ว (Chisels)

-         สว่าน (Drills)

-         ดอกสว่าน (Bits)

1.   สิ่ว (Chisels) คือเครื่องมือในงานไม้ที่เป็นเหล็ก มีความคม จึงต้องระวังเป็นพิเศษ เมื่อไสไม้ได้ขนาดแล้ว งานที่จะทำต่อไปคือการประกอบไม้เข้าด้วยกันโดยการเจาะ สิ่วจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานเจาะมากที่สุด การแบ่งสิ่วตามลักษณะที่สร้างมาในท้องตลาด แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

-         สิ่วที่โคนเรียวแหลมฝังเข้าไปในด้าม เรียกว่า Tang

-         สิ่วที่ด้ามฝังเข้าในโคนสิ่ว เป็นท่อเรียวกลวงข้างใน เรียกว่า Socket

แต่ถ้าแบ่งสิ่วตามชนิดและลักษณะของการใช้งาน ดังรูปที่ 6.29 สามารถแบ่งได้ดังนี้

ก.   สิ่วใบหนา (Firner chisel) สิ่วชนิดนี้จะมีใบที่หนาแข็งแรง ใช้งานได้ทั้งหนักและเบาขนาดความกว้างมีตั้งแต่ 1/8” –1” (ขนาดสิ่วเรียกตามความกว้าง)

ข.   สิ่วปากบาง (Paring chisel) สิ่วชนิดนี้ใบจะบางกว่าชนิดแรก โดยทั่วไปจะใช้สิ่วนี้เซาะไม้ด้วยมือ ไม่นิยมใช้ตอก ตอนริมของใบสิ่วจะเอียงลาดลงไปหาอีกด้านหนึ่ง เพื่อทำงานละเอียด มีขนาดตั้งแต่ 1/8” –2”

ค.   สิ่วเข้าโครง (Framing chisel) ตัวสิ่วจะหนักและแข็งแรงมาก ใช้ในงานหนัก ๆ เช่น การประกอบโครงเรือ สิ่วชนิดนี้จะมีวงแหวนเหล็กที่ด้ามเพื่อกันด้ามแตก

ง.   สิ่วเดือย (Mortisel chisel) ใช้สำหรับเจาะร่องรับเดือย ลักษณะพิเศษคือ ตัวสิ่วตั้งแต่ด้ามลงมาที่ตัวสิ่วจะหนา เพราะเวลาเจาะต้องใช้สิ่วงัดเพื่อให้ไม้หลุด ซึ่งใช้กำลังมากกว่าสิ่วธรรมดาที่กล่าวมาแล้ว

จ.   สิ่วทำบัวหรือสิ่วเซาะร่อง เป็นสิ่วที่ใช้ทำบัว เซาะร่อง เจาะรูกลม หรือแต่งไม้ส่วนที่เป็นโค้ง ใบสิ่วมีลักษณะรูปโค้งเว้า ขนาดใบกว้าง ¼” –2” มักเรียกสิ่วชนิดนี้ว่า สิ่วเล็บมือ

2.      สว่าน (Drills)

การเจาะรูเล็ก ๆ เพื่อนำน็อต สกรู หรือตะปูยึดติด อาจจะต้องใช้เครื่องมือเจาะรูที่เรียกว่า “สว่าน” สว่านที่ใช้เจาะมีรูปร่างต่าง ๆ กัน แล้วแต่ชนิดของงานที่ใช้ ดังนี้

-         สว่านข้อเสือ

-         สว่านมือ

-         เหล็กหมาดและบิดหล่า

 

-     สว่านข้อเสือ (Brace drills) ช่างไม้นิยมใช้สว่านเจาะรูปช่วยในการทำรูเดือย ส่วนประกอบของสว่านชนิดนี้มี 3 ส่วนคือ ส่วนหัว (Head) ส่วนมือจับ (Handle) และที่ปรับดอกสว่าน (Chuck) ดังรูปที่ 6.30 การใช้งานจะหมุนตามเข็มนาฬิกา เพื่อยึดให้แน่น แต่ถ้าจะคลายต้องหมุนไปทางซ้าย สามารถใช้งานได้ทั้งแนวราบและแนวตั้ง

 

-     สว่านมือ (Hand drill) หรือสว่านเจาะนำ การเจาะรูชิ้นงานจะเจาะให้เล็กกว่า ¼” สามารถเจาะได้ทั้งงานเหล็กและงานไม้ ลักษณะแตกต่างกับสว่านข้อเสือ ส่วนที่ใช้หมุนดอกสว่านเพื่อยึดชิ้นงานจะใช้ส่วนที่เรียกว่า Crank ดังรูปที่ 6.31 ถ้าใส่ดอกสว่านไม่ดี ดอกสว่านจะหักง่าย สว่านเมื่อสามารถเจาะได้ทั้งแนวราบและแนวตั้ง

ก.   เหล็กหมาด (Brad awl) รูปร่างคล้ายไขควงเล็ก ๆ ใช้สำหรับเจาะในเวลาที่จะตอกตะปูหรือตะปูเกลียว วิธีใช้จะกดลงในเนื้อไม้แล้วบิดซ้ายขวา ไม่ควรใช้กับไม้บาง

ข.   บิดหล่า (Gimlet bit) ใช้เจาะรูขนาดเล็ก ๆ ที่ต้องการฝังตะปูควงเข้าไปในเนื้อไม้แข็งมีขนาดตั้งแต่ 1/16” – 3/8”

อุปกรณ์ที่ใช้ควบคู่กับกับเครื่องมือที่เจาะรูที่กล่าวมาแล้ว ถือว่ามีความสำคัญในการเจาะรูที่จะขาดเสียไม่ได้ นั่นก็คือ “ดอกสว่าน” เพื่อความเข้าใจในเรื่องการเจาะให้มากขึ้นจะขออธิบายถึงดอกสว่านดังนี้

1. ดอกสว่านเจาะ (Drill bit) ใช้กับงานที่ต้องการคว้านเนื้อไม้ภายในวงกลมออก มี 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นลำตัว และส่วนปลายที่เป็นเกลียว ส่วนที่เป็นเกลียวที่ปลายจะแหลมคม เกลียวเล็ก ๆ ที่ตอนปลายจะฝังและดูดส่วนอื่นให้เข้าในเนื้อไม้ เกลียวจะมีทั้งชนิดหยาบและละเอียด ขนาดของดอกสว่านเรียกเป็นเศษส่วน 16 ของนิ้วเสมอ เช่น ขนาด 3/16” (ขนาดที่กล่าวมานี้หมายถึงขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางรูที่จะเจาะ) ที่ตอนโคนเป็นรูปเรียวเหลี่ยม สำหรับจำปายึดแน่น ดังรูปที่ 6.33

2. ดอกสว่านขยายหัว (Expansive bit) ลักษณะหัวสามารถขยายหรือลดลงได้โดยเลื่อนตอนปลายของดอกสว่าน ใช้เจาะรูได้ตั้งแต่ 1” ขึ้นไป สามารถเจาะได้ถึง 4” เหมาะกับงานเจาะรูกุญแจ และงานท่อน้ำผ่าน (บ้านที่มีฝาเป็นไม้) ดังรูปบทที่ 6.34

3. ดอกสว่านรูลึก (Foerstner bit) ลักษณะที่หัวดอกสว่านเป็นสัน มีทั้งที่เป็นเกลียวและไม่เป็นเกลียว ซึ่งจะเจาะได้ลึกเป็นพิเศษจนถึงเจาะไม่ได้ ใช้เจาะในงานต่าง ๆ ได้ดี เช่น รูกุญแจ หรือเจาะรูช่องลำโพงวิทยุ เป็นต้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ¼” –2” ดังรูปที่ 6.35

4. ดอกสว่านเฉพาะงาน (Straight-shank drillป ใช้เจาะรูกลมเล็ก ๆ ลักษณะของดอกสว่านมีปีก 2 ข้าง เกสรเป็นเกลียว ในแต่ละเกลียวมีร่องสำหรับเก็บเศษไม้ ขนาดที่มีในท้องตลาดตั้งแต่ 1/16” – ½” (ขนาดจะแบ่งย่อยละเอียดกว่าชนิดอื่น ๆ เพื่อการใช้งานเฉพาะ) ใช้สำหรับเจาะรูเพื่ออุดหัวตะปูในงานเข้ามุมของโต๊ะ เก้าอี้ วงกบ เป็นต้น รูปดอกสว่านแสดงไว้ในรูปที่ 6.36

5. ดอกสว่านอัตโนมัติ (Automatic drill bit) ดังรูปที่ 6.37 ใช้สำหรับงานเจาะรูเล็ก ๆ เช่นเดียวกับข้อ 4 แต่การทำงานจะสะดวกกว่า เมื่อใช้ควบคู่กับไขควงอัตโนมัติ คือสามารถใช้มือเพียงข้างเดียวทำงานได้

 

การใช้งานของดอกสว่าน

            เพื่อการเจาะในงานไม้จะทำได้โดยบังคับดอกสว่านด้วยที่บังคับ และปรับความลึกตามที่ต้องการ หรืออาจะทำที่บังคับใช้เองก็ได้ ดอกสว่านที่นำมาใช้งานต้องเลือกดอกสว่านตามขนาดและชนิดที่เหมาะสมกับงาน ทำเครื่องหมายที่จะเจาะ (เครื่องหมาย +) ไว้แล้วตั้งสว่านให้ได้ฉากกับไม้ที่จะเจาะ เพื่อจะได้แนวตรง ขณะที่เจาะไม้ควรระวังความลึกด้วย เพราะบางครั้งอาจไม่ต้องการเจาะทะลุ เมื่อเจาะได้ความลึกที่ต้องการแล้ว ให้นำดอกสว่านออกจากรู และเศษผลไม้ต่าง ๆ ออกจากรูให้สะอาดด้วย การใช้งานของดอกสว่านแสดงดังรูป 6.38

 

การแต่งคมเครื่องมือ

            เครื่องมืองานช่างไม้ที่ดีควรจะต้องพร้อมที่จะใช้งาน ไม่ว่าจะเรื่องความคม การประกอบหรือการใช้ สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือ ความคมของเครื่องมือ ซึ่งจะส่งผลให้งานออกมาได้ผลดีตามไปด้วย ดังนั้นนักศึกษาจึงควรได้ศึกษาและให้ความสนใจในเรื่องการลับคมของเครื่องมือ และสามารถปฏิบัติได้เองพอสมควร เมื่อใดที่นำเครื่องมืองานไม้ไปใช้งาน แต่ไม่มีการลับคมเครื่องมือที่ดี งานที่ทำจะยุ่งยากและไม่สะดวก การแต่งคมเครื่องมือในงานไม้ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ การลับฟันเลื่อย การใบกล สิ่ว และดอกสว่าน ต่อไปนี้จะอธิบาย โดยละเอียดดังนี้

ก.     การลับฟันเลื่อย แบ่งได้ 3 ขั้นตอน คือ

1.      แต่งระดับและรูปร่างของฟันเลื่อย

2.      การคัดลองเลื่อย

3.      การตะไบฟันเลื่อย

การลับฟันเลื่อยทั้ง 3 ขั้นตอน สามารถปฏิบัติได้ดังนี้คือ ตรวจสอบฟันเลื่อยว่าตั้งไว้อย่างไร (สังเกตจากการมองจากด้ามไปปลายเลื่อย) ถ้ามีระดับไม่เท่ากันให้ใช้ตะไบแบนรูดตลอดฟันเลื่อย จนปลายฟันเลื่อยสัมผัสตะไบ (การยึดเลื่อยเพื่อตะไบต้องจับใบเลื่อยเข้าระหว่างแม่แรงหรือแคลมป์กับไม้แล้วยึดให้แน่น) เมื่อปลายของฟันเลื่อยเสมอกันหมดแล้ว ทำฟันเลื่อยให้เบนออกสลับกัน โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า คัดคลองเลื่อย (ตั้งจำนวนฟันต่อความยาว 1 นิ้ว ให้ตรงกับจำนวนฟันต่อความยาว 1 นิ้วของเลื่อยนั้น ซึ่งจะได้มุมถูกต้อง) การคัดคลองเลื่อยให้เริ่มจากด้ามถือออกไปหาปลาเลื่อย การคัดฟันให้คัดฟันหนึ่งเว้นฟันหนึ่งไปจนครบ เมื่อครบแล้วให้กลับใบเลื่อยแล้วคัดคลองของฟันที่เว้นไว้ไปจนหมดเช่นกัน ต่อจากกนั้นใช้ตะไบสามเหลี่ยม ตะไบฟันเลื่อย โดยให้มีน้ำหนักกดสม่ำเสมอโดยดันไปข้างหน้า การตะไบให้เริ่มจากปลายเลื่อยมาหาด้ามเลื่อยตะไบทุกซี่อย่างถูกต้อง จนฟันแหลมคม (การตะไบฟันเลื่อยตัด ให้ถือตะไบเฉียงทำมุม 60 องศา กับใบเลื่อย) รูปแสดงคำอธิบายในรูปที่ 6.39

ข.   การลับใบกบ ใบสิ่ว เมื่อใบกบ ใบสิ่ว ไม่คม หรือบิ่น ต้องแต่งและลับให้ได้รูปร่างเช่นเดิมเพื่อให้การทำงานได้สะดวกและถูกต้อง ควรปฏิบัติการลับคมดังนี้

-     นำใบกบออกจากตัวกบ เพื่อนำไปลับคม โดยยึดติดกับที่ยึดของเครื่องลับหรืออาจใช้มือ ให้ด้านมุมเอียงของใบวางเข้าหาหินลับ แล้วลับไปจนได้แนวตรงและมุมที่เหมาะสม (ขณะลับใบและแต่งแนวควรหยอดน้ำบนหินลับตลอดเพื่อป้องกันเหล็กไหม้) ความยาวของส่วนที่เฉียงปลายประมาณ 2 เท่าของความหนาของใบกบ หรือ 30 – 35 องศา ต่อจากนั้นให้นำใบกบหรือสิ่วมาลับบนหินน้ำมันอีกครั้งหนึ่ง ขั้นตอนนี้ควรใช้น้ำมันไม่ควรใช้น้ำ เพราะจะทำให้เศษโลหะเล็ก ๆ ฝังเข้าไปในผิวของหิน หลังจากนั้นให้กลับใบแล้วถูเบา ๆ ทางด้านแบนบนหินน้ำมัน 2-3 ครั้ง ชั้นสุดท้ายลากใบกบหรือสิ่วไปมาบนแผ่นหนังหรือสะบัดคมเหมือนการลับมีดโกน

-     ต้องการทดสอบความคมของใบกบหรือสิ่วที่ลับโดยใช้เล็บหัวแม่มือพาดลงบนปลายกบหรือสิ่ว ถ้าใบคมจะรู้สึกกินเล็บ ถ้าไม่คมจะลื่นไถล หรือใช้ในกบหรือสิ่วกดลงบนกระดาษ ถ้าคมกดกัดกระดาษแสดงว่าคมใช้ได้ ดังแสดงในรูปที่ 6.40

ค.   การลับคมดอกสว่าน เพื่อให้ดอกสว่านที่ใช้เจาะรูไม้มีความคม และเจาะรูไม้เพื่อทำงานได้ง่าย มีวิธีการปฏิบัติดังนี้คือ ต้องหาที่มั่นคงแข็งแรง เช่น โต๊ะทำงาน แล้ววางดอกสว่านบนโต๊ะ จับยึดให้แน่น นำตะไบแต่งคมมาแต่งคมดอกสว่านทีละซี่ ไปเรื่อย ๆ โดยถ้าวางกับไม้ที่แข็งแรงให้กดตะไบลง แต่ถ้าวางบนโต๊ะให้ทำมุมเงยกับโต๊ะแล้วจึงใช้ตะไบแต่งคม จนครบทุกซี่ ตรวจสอบความคม เช่นเดียวกับการตรวจสอบใบกบ สิ่วก็ได้ รูปแสดงคำอธิบายในรูปที่ 6.41

 

เครื่องมือประกอบในงานช่างไม้

เครื่องมือที่ใช้ประกอบในงานต่าง ๆ ของช่างไม้จะทำให้ประสิทธิภาพของงานสูงขึ้น และเกิดความถูกต้อง ซึ่งประกอบด้วยเครื่องมือชนิดต่าง ๆ ดังนี้

1.   ระดับน้ำ (Levels) ทำจากไม้หรือโลหะ รูปร่างยาวประมาณ 1 ¾”  x 3” x26” เป็นต้น ตรงกลางจะฝังหลอดแก้วซึ่งบรรจุน้ำไว้ภายใน (บางชนิดเป็นแอลกฮอล์) น้ำที่ใส่ในหลอดจะไม่เต็มและเหลือเป็นฟองอากาศ เพื่อตรวจสอบระดับ วิธีการตรวจสอบระดับคือ วางระดับน้ำบนชิ้นงาน ถ้าฟองอากาศในหลอดแก้วนี้อยู่ตรงกลาง แสดงว่าได้ระดับที่แท้จริง (บางชนิดจะมีทั้งหลอดแก้วในแนวตั้งและแนวนอน) ดังแสดงในรูปที่ 6.42

2.   ลูกดิ่ง (Plumb bob) ทำจากเหล็กหรือทองเหลือง รูปร่างคล้ายลูกข่าง ตอนปลายเรียวแหลม ตอนล่างมีที่ร้อยด้ายหลอด ดังรูปที่ 6.43 ลูกดิ่งใช้สำหรับทดสอบแนวดิ่งของอาคารกับส่วนอื่น

3.      ขอขีดไม้ (Maring gauge) ได้อธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ข้างต้นแล้ว

4.   เหล็กส่งหัวตะปู (Nail set) เป็นแท่งเหล็กตันยาวประมาณ 4-5 นิ้ว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ¼ นิ้ว ปลายเรียว ขนาดของปลายไม่แน่นอน แล้วแต่ขนาดตะปูที่ใช้ส่งหัวลงในเนื้อไม้ดังรูปที่ 6.44 เพื่อประโยชน์ในการเก็บรอยตะปูที่เป็นงานเคลือบเงาต่าง ๆ

5.   ตะไบและบุ้ง (Files and rasp) ตะไบและบุ้งใช้แทนเครื่องมืออื่นที่ตัดแต่งไม่สะดวก ตะไบที่ใช้แต่งคมเครื่องมือช่างไม้มีหลายชนิดแตกต่างกัน เช่น ตะไบแบน ตะไบครึ่งวงกลม ตะไบกลม และตะไบสามเหลี่ยม ขนาดของตะไบจะยาวตั้งแต่ 4-14 นิ้ว ฟันของตะไบแบ่งเป็น 2 ชนิด คือฟันคู่ (Double cut) และฟันเดี่ยว (Single cut) ส่วนลักษณะของบุ้งจะหยาบกว่าตะไบ โดยจะมีส่วนที่ยื่นแหลมออกมาเป็นปุ่มๆ เรียกว่าฟัน สามารถจะทำงานได้เร็วกว่าตะไบ แต่งานจะหยาบกว่า ดังนั้นการใช้งานควรใช้ควบคู่กันโดยใช้บุ้งก่อนแล้วจึงเก็บงานด้วยตะไบ

 

การทำงานไม้ต่าง ๆ

           

การทำงานไม้

            งานก่อสร้างในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งประมาณ 30% เกิดขึ้นจากงานไม้หรือต้องอาศัยไม้เป็นแกนนำ ทำให้งานไม้เป็นงานที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับงานคอนกรีตหรืองานเหล็ก นอกจากนี้ถ้าปฏิบัติงานไม้อย่างมีทักษะก็จะก่อให้เกิดคุณประโยชน์มากมาย จึงควรค่าที่จะต้องเรียนเป็นอย่างยิ่ง การที่จะให้งานบรรลุถึงจุดประสงค์ตามที่มุ่งหมายไว้ จะต้องมีการจัดลำดับการทำงานที่แน่นอนในการทำงานไม้ก็เช่นกัน ถ้าได้จัดลำดับขั้นตอนไว้อย่างดี งานที่ออกมาย่อมจะถูกต้อง สวยงาม และเกิดความภาคภูมิใจ อันจะเป็นเครื่องช่วยสร้างความเชื่อมั่นในงานชิ้นต่อ ๆ ไป ในบทนี้จะขออธิบายถึงสิ่งที่จะต้องทำงานกับไม่ให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จนถึงขั้นเป็นชิ้นงานหรือโครงงานขึ้น ดังต่อไปนี้

 

การตัดไม้ให้ได้ขนาด

            ควรพยายามหาท่อนไม้สั้น ๆ ที่สามารถทำส่วนต่าง ๆ ของงานได้ก่อนจะตัดไม้ จากนั้นจึงเริ่มตัดไม้ชิ้นใหญ่ก่อน เพื่อจะได้ไม่เหลือเศษมาก เมื่อได้ไม้ที่ต้องการทั้งความยาว ความหนา และความกว้างแล้ว ให้นำมาวัดขนาดตามที่กำหนดไว้ โดยให้เผื่อไม่ให้ยาวกว่างาน ½” ถึง ¾” (ส่วนที่เผื่อไม้ไว้คือการกำหนดตัวไม้แบบหยาบ ๆ )

            ในการัดความยาวของไม้ให้วัดตรงกึ่งกลางแผ่นไม้แล้วบวกอีก ¾” (เผื่อไว้ทำไม้ให้ได้ฉาก) แล้วขีดเส้นสั้น ๆ เพื่อกำหนดความยาวเพียงเส้นเดียว ดังรูปที่ 7.1 ใช้ฉากจากเส้นและพยายามให้ได้ฉากกับความยาวของไม้ (การจับฉากด้ามฉากต้องแนบชิดกับริมไม้) ต่อ จากนั้นจึงนำไม้ที่วัดขนาดแล้วไปตัดที่โต๊ะฝึกงาน โดยนำไม้วางบนโต๊ะแล้วยื่นส่วนที่จะตัดออกมาให้พ้นขอบโต๊ะที่รองรับและเริ่ม ดำเนินการตัดไม้ตามขั้นตอนที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 5

 

การทำไม้ให้ได้ฉาก

            วิธีการนี้ถือว่าเป็นพื้นฐานของช่างไม้ที่ควรจะต้องฝึกให้เกิดความชำนาญมากที่สุด งานในขั้นนี้ช่างไม้ทุกคนจะต้องฝึกให้ผ่านก่อน จึงจะสามารถทำงานอื่นต่อไปได้ การทำไม่ให้ได้ฉากมีวิธีการ ดังนี้

1.      ไสหน้ากว้างของไม้ให้ได้ขนาดและความหนา

1.1 นำไม้ที่ตัดแล้วไปวางบนโต๊ะฝึกงานยึดให้แน่น ใช้กบล้างไสผิวด้านหน้ากว้างตามทิศทางของเสี้ยนไม้

1.2 ไสจนผิวไม้เรียบเสมอกันโดยตลอด แล้วทดสอบหน้าไม้ด้วยฉากตามรูปที่ 7.2 และไม่ควรให้แสงส่องผ่านได้ แล้วทำเครื่องหมายไว้

2.      ไสไม้ด้นข้างเพื่อทำฉาก

2.1 เลือกข้างไม้ที่ดีที่สุดไว้ แล้วนำไปยึดกับแม่แรงให้แน่น

2.2 ไสไม้ตามเสี้ยน ตามหลักการปฏิบัติการไสไม้ โดยพยายามไสครั้งเดียวให้ยาวตลอด

2.3 ทดสอบฉากข้างไม้ ด้วยการทดสอบกับหน้าไม้ด้านที่ทำฉากไว้ในข้อ 1 เพื่อทำเครื่องหมาย

3.      ไสหัวไม้เพื่อทำฉาก

3.1 เลือกเอาด้านใดด้านหนึ่งมาทำเป็นหัวไม้ แล้วนำไปยึดติดกับแม่แรง

3.2 ไสไม้กลับไปกลับมาโดยเริ่มจากมุมหนึ่ง แล้วไสอย่าให้ถึงอีกมุมหนึ่ง เพื่อกันไม้ฉีกแตก แล้วจึงกลับมาไสอีกมุมหนึ่งที่เหลือจนเรียบได้ฉาก

3.3 ทดสอบฉากกับหน้าไม้ หรือข้างไม้ด้านที่ทำฉากไว้แล้ว

4.      ทำฉากด้านที่เหลือ

4.1 วัดไม้ตามขนาดยาวที่ต้องการ ขีดเส้นไว้ (เผื่อ 1/16) แล้วขีดเส้นตามขวางโดยใช้ฉากจับกับด้านที่ทำฉากแล้ว ดังรูปที่ 7.3

4.2 ตัดไม้ให้เหลือเส้นไว้ด้วยเลื่อย

4.3 ไสแต่งหัวไม้ให้เรียบได้ขนาดความยาวที่ต้องการ

5.      ทำฉากด้านข้างอีกข้างหนึ่ง

5.1 วัดความกว้างของไม้ตามขนาดด้วยขอขีดไม้ ดังรูปที่ 7.4

5.2 ไสไม้ให้ถึงเส้นที่ทำเครื่องหมายไว้จากขอขีดไม้ แล้วทำการทดสอบฉาก

6.      ทำฉากด้านหน้ากว้างอีกด้านหนึ่ง

6.1 ทำการปฏิบัติแบบเดียวกับข้อ 5

การประกอบไม้วิธีต่างๆ

1.         การเข้าไม้ให้แข็งแรง (Making joints stronger) เป็นการนำไม้มาชนกันทำให้เกิดเป็นมุมขึ้น เช่น มุมฉาก หรือมุมอื่นๆ การเข้าไม้มีวิธีการทำได้หลายวิธีแล้วแต่ความเหมาะสมของงานเพื่อให้เกิดความแข็งแรงมากที่สุด อาจพิจารณาจากความหนาของไม้ คุณภาพไม้ และทิศทางของแรงที่จะกระทำกับรอยต่อ การเข้าไม้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นพื้นฐานของงานโครงสร้างต่างๆ ในงานทำเฟอร์นิเจอร์ วิธีการเข้าไม้มีหลายแบบที่ใช้กันดังนี้

1.1       การเข้าชน (Butt Joint) เป็น วิธีที่ง่าย โดยนำด้านหนึ่งของไม้นาชนิดติดกับผิวหน้าของไม้อีกท่อนหนึ่ง ดังนั้นการเข้าชนไม้วิธีนี้จะไม่แข็งแรงเท่าไรนัก และจะเห็นรอยต่อชัดเจน การเข้าเดือยหรือยึดมุมจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงตรงรอยต่อได้มาขึ้น เช่น ตะปู ตะปูเกลียว หรือไม้สามเหลี่ยมยึดมุม ดังรูปที่ 7.5

วิธีการเข้าชนไม้ ปฏิบัติได้ดังนี้คือ จับฉากที่หัวไม้พร้อมขีดเส้นบนไม้อีกท่อนหนึ่ง โดยจับมาชนกันแล้วตอกตะปูที่หัวไม้ จะได้ไม้ 2 ท่อนชนกัน ดังรูปที่ 7.6 แล้วใช้ฉากเหล็กมาวัดฉาก เพื่อทดสอบความถูกต้อง

1.2       การเข้าขอบไม้แบบมีเดือย (Edge by dowel joint) หรือเรียกอีกอย่างว่า การต่อทาบหรือเพลาะไม้ เป็นการเข้าไม้ด้วยการต่อขอบไม้เข้าด้วยกัน และยึดด้วยการ โดยใช้เดือยหรือสลักเพื่อเพิ่มความแข็งแรง เดือยหรือสลักอาจทำจากไม้เนื้อแข็งก็ได้ เช่น การทำพื้นกระดานบ้านหรือพื้นโต๊ะอาหาร ดังรูปที่ 7.7

วิธีการเข้าขอบไม้ ปฏิบัติได้ดังนี้คือ ไสข้างไม้ให้ได้ฉากทุกแผ่นที่จะนำมาชน แล้วนำมาทดสอบว่าชนกันสนิทหรือไม่ โดยทำเส้นกึ่งกลางที่ด้านข้างขอบไม้ เพื่อให้เป็นเส้นจุดศูนย์กลางที่จะทำเดือย และกำหนดตำแหน่งของตัวรูเดือยโดยทำเครื่องหมาย + กำกับไว้ เลือกดอกสว่านเจาะไม้ให้เหมาะสมกับความหนาของไม้ จากนั้นนำสว่านและดอกสว่านประกอบกัน แล้วเจาะรูที่ตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายไว้ โดยกำหนดความลึกในการเจาะด้วย เมื่อเจาะรูเดือยเสร็จทุกแผ่นแล้ว ก็เริ่มทำเดือยให้มีขนาดเท่ากับรูเดือยที่เจาะไว้ ส่วนความยาวของเดือยให้สั้นกว่าความลึกรูเดือยเล็กน้อยประมาณ 1/4 นิ้ว ต่อจากนั้นนำไม้ที่มีเดือยกับรูที่เจาะไว้ประกอบกัน (ก่อนประกอบกันให้ทากาวลาเท็กซ์ที่เดือยและข้างไม้) อัดแน่นด้วยแคมป์ ดังรูปที่ 7.8

1.3       การเข้าบากร่อง (Dado joint) หรือการเข้าบ่าไม้ เป็นการเข้าไม้วิธีหนึ่งที่ให้ความแข็งแรง การบากไม้แบบนี้นิยมกับงานทำลิ้นชัก ชั้นวางของ ตู้เก็บหนังสือ บันไดเป็นต้น ดัง

 

รูปที่ 7.9 ชิ้นงานที่เข้าบากร่อง

            วิธีการเข้าบากร่อง ปฏิบัติได้ดังนี้คือ เลือกไม้ 2 ท่อน โดยให้ท่อนหนึ่งเป็นเดือย และอีกท่อนหนึ่งเป็นร่องเดือย นำไม้ที่เป็นตัวเดือยไปทำให้ได้ฉาก แล้วจึงเอาไม้ 2 ท่อนมาชนกัน ขีดเส้นกำหนดตำแหน่งที่จะบากไว้ที่ไม้และส้นความลึกที่ข้างไม้ทั้ง 2 ข้าง เมื่อได้เส้นตามที่ต้องการแล้วให้ใช้เลื่อยรอหรือสิ่วตัดไม้ส่วนที่ไม่ต้องการออก ปรับแต่งให้เรียบร้อยสม่ำเสมอ แล้วนำไม้ 2 ท่อนมาประกอบกันอีกครั้ง ตรวจสอบว่าได้ฉากหรือไม่ ถ้าได้ให้ถอดไม้ออกแล้วทากาวลาเท็กซ์ที่เดือย แล้วนำมาประกอบกันอีกครั้ง อัดแน่นด้วยแคลมป์แล้วควรตรวจสอบฉากอีกครั้งหนึ่งก่อนยึดตะปู ดังแสดงในรูปที่ 7.10

1.4       การเข้าบากอบ (Gross lap joint) ลักษณะการเข้าไม้จะแตกต่างกับการเข้าบากร่อง คือเมื่อนำไม้มาประกอบกันแล้ว จะเป็นรูปกากบาท (X) ดังรูปที่ 7.11 มีความแข็งแรงมากขึ้น นิยมใช้กับงานทั่วๆ ไป เช่น โครงสร้างงานเฟอร์นิเจอร์ ขาโต๊ะ โครงเก้าอี้ และอื่นๆ

วิธีการเข้าบากอม ปฏิบัติได้ดังนี้ คือ เลือกไม้ 2 ท่อน มาปรับฉากเสียก่อนตามขึ้นตอนที่เคยกล่าวไว้แล้ว จากนั้นเอาไม้ 2 ท่อนนี้มาประกอบกัน ลักษณะเป็นรูปกากบาท แล้วขีดเส้นไว้บนผิวไม้ทั้ง 2 ด้วยดินสอหรือมีดสั้น ส่วนความลึกให้ลึกครึ่งหนึ่งของความหนาไม้ ขีดเส้นกำหนดไว้ที่ข้างไม้ทั้ง 2 ข้าง เลื่อยตามเส้นที่ขีดไว้ทางด้านกว้างก่อน โดยความลึกให้เท่าที่ขีดไว้ และเลื่อยส่วนภายในของส่วนที่จะบากอีก 2-3 รอย แล้วใช้สิ่วตัดส่วนที่กากออก จนถึงรอยความลึกที่กำหนดไว้แต่งด้วยสิ่วให้เรียบสม่ำเสมอกันทั้ง 2 ท่อน ต่อจากนั้นนำมาประกอบกันให้แนบสนิท อย่าให้หลวมหรือคับเกินไป เมื่อประกอบดีแล้วให้ถอดออกและทากาวลาเท็กซ์ แล้วนำมาประกอบกันอีกครั้ง อัดแน่นด้วยแคลมป์ และตรวจสอบฉากให้ดีก่อนตอกตะปูยึดแน่น ดังรูปที่ 7.12

1.5       การเข้ามุมไม้ (Rabbet joint) เป็นการนำไม้ 2 ท่อนมากวางทับกัน โดยบากไม้ลึกประมาณ 1 ใน 4 ส่วนของความหนาไม้ แล้วยึดระหว่างมุมของไม้ 2 ท่อน การเข้ามุมไม้แบบนี้ใช้กับงานทำลิ้นชัก หรือตู้เก็บหนังสือ ดังรูปที่ 7.13

วิธีการเข้ามุมไม้ ปฏิบัติได้ดังนี้คือ ไม้ 2 ท่อนที่จะเข้ามุมไม้ต้องทำฉากหัวไม้ด้วย เพราะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด นำไม้ทั้ง 2 ท่อนมาขีดเส้น โดยไม้ที่จะเข้ามุมให้ขีดเส้นหนาเท่ากับไม้อีกท่อนหนึ่ง ความลึกให้ลึกประมาณ 1 ส่วนของความหนาไม้ เมื่อตรวจสอบฉากพร้อมกันไปด้วย นำไม้ 2 ท่อนที่จะประกอบกันไปทากาวลาเท็กซ์ อัดแน่นด้วยแคลมป์และตรวจสอบฉาก แล้วยึดด้วยตะปูอีกครั้ง ดังรูปที่ 7.14

1.6       การเข้าปากกบ (Miter joint) หรือการเข้ามุม 45 เป็นการเข้ามุมอีกวิธีหนึ่ง แต่ตรงหัวไม้ทั้ง 2 ท่อนจะตัด 45 เมื่อนำมาประกอบกันจะได้มุมฉาก (90) เป็นการเข้ามุมเพื่อปกปิดรอยตัดของหัวไม้ ความแข็งแรงอาจทำได้โดยใช่ลิ่มหรือลิ้นเสริมตรงรอยต่อ การเข้าปากกบนิยมใช้กับงานทำกรอบรูป หรือทำวงกบประตู และหน้าต่าง ดังรูปที่ 7.15

วิธีการทำปากกบไม้ ปฏิบัติได้ดังนี้คือ นำไม้ 2 ท่อนที่ได้ปรับฉากแล้ว มากำหนดความกว้างและความยาวตามที่ต้องการ แล้วขีดเส้นบนผิวไม้ไว้ ตรงหัวไม้ทั้งสองให้ตัดไม้เป็นมุม 45 ด้วยเครื่องตัด (Miter box) หรืออาจใช้ไม้ทำบล็อกก็ได้ แล้วตัดหัวไม้ตามที่กำหนดจนขาด นำไม้ที่ตัดทั้ง 2 ท่อนมาประกอบกัน ตรวจสอบฉากจนได้มุมฉาก และรอยต่อแนบสนิท นำไม้ 2 ท่อนมาทากาวลาเท็กซ์ แล้วประกอบกัน ตรวจสอบฉากจนแน่ใจแล้วอัดแน่นด้วยแคลมป์ และยึดด้วยตะปู ดังแสดงในรูปที่ 7.16

1.7       การเข้าเดือยไม้ (Mortise and tenon joint) นิยมทำกันทั่วๆ ไป เป็นลักษณะเป็นการเข้าไม้ที่ไม้ท่อนหนึ่งมีแกนไม้ยื่นออกมา เรียกว่า ตัวเดือย และไม้อีกท่อนหนึ่งที่จะประกอบกันจะถูกเจาะเป็นรูขนาดเท่ากับตัวเดือย เรียกว่า รูเดือย เมื่อประกอบกันแล้วจะให้ความแข็งแรงมากงานที่นิยมใช้คืองานเฟอร์นิเจอร์ กรอบบานประตู หน้าต่าง โครงเก้าอีก โต๊ะ และนั่ง ดังรูปที่ 7.17

วิธีการทำเดือยไม้ ปฏิบัติได้ดังนี้คือ ทำไม้ให้ได้ฉากทั้ง 4 ด้านเสียก่อน แล้วเลือกไม้ท่อนหนึ่งสำหรับทำตัวเดือยและอีกท่อนหนึ่งทำรูเดือย ไม้ที่ทำตัวเดือยให้วัดขนาดตามแบบโดยใช้ฉากขีดที่หัวไม้ และกะความยาวของเดือย ใช้ขอขีดไม้ลากความหนาของตัวเดือยรอบด้านของไม้ ใช้เลื่อยรอตัดตามเส้นที่ขีดไว้ทั้งด้านหัวและด้านหน้าไม้จนขาด ก็จะได้ตัวเดือยที่ต้องการ ส่วนไม้ที่ทำรูปเดือย จะมีลักษณะคล้ายกันกับไม้ที่ทำตัวเดือย จนเมื่อใช้ขอขีดลากความหนาแล้ว นำไม้ไปยึดให้แน่นด้วยแคลมป์ ใช้ดอกสว่านหรือสิ่วเจาะไม้ลงไป (การเลือกขนาดของดอกสว่านหรือสิ่วควรให้เล็กกว่าตัวเดือยเล็กน้อย) เจาะไม้ให้เป็นรูปจนได้ความลึกตามต้องการ เมื่อได้ไม้ทั้ง 2 ท่อนเรียบร้อยแล้ว ให้นำมาประกอบเข้าด้วยด้วย ตรวจสอบว่าไม้ฉากหรือไม้ ถ้าได้แล้วให้ถอดออก เพื่อทากาวลาเล็กซ์ทีตัวเดือย จากนั้นนำมาประกอบกันเข้าอีกครั้ง แล้วอัดแน่นด้วยแคลมป์ ดังรูปที่ 7.18

รูปที่ 7.18 การเข้าไม้ด้วยการทำเดือย

            การเข้าเดือยไม้มีการเข้าเดือยอยู่หลายวิธี สามารถนำไปใช้ในการประกอบไม้ได้จนเป็นโครงงาน เช่น งานเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ โดยเฉพาะโครงสร้างของเฟอร์นิเจอร์ จะต้องอาศัยหลักการเข้าเดือยไม้เป็นส่วนใหญ่ ในที่นี้จะแนะนำรูปลักษณะการเข้าเดือยไม้ที่นิยมใช้ทั่วๆไป ดังรูปที่ 7.19

            2. การต่อไม้ คือการนำไม้มาชนกันให้เกิดความยาวขึ้น ไม่ค่อยใช้มากนักกับงานคุรุภัณฑ์ การต่อไม้ อาจหมายถึง การทำให้ไม้หนาขึ้นก็ได้ โดยการนำไม้มาวางทับกันเข้า เหมือนการเสริมไม้ให้หนาขึ้นนั่นเอง หรืออาจหมายถึง การเอาไม้มาวางเรียงกันทางด้านข้างหลาย ๆ แผ่นแล้วอัดด้วยแม่แรงจนเป็นแผ่นเดียวกัน บางทีเรียกว่า การเพลาะไม้ ประโยชน์ที่ได้ของการต่อไม้คือเป็นการทำให้ไม้ยาวขึ้น กว้างขึ้น หรือหนาขึ้นนั่นเอง ดังได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น การต่อไม้ไม่ค่อยจะให้ความแข็งแรงกับโครงงาน นอกจากนี้การต่อไม้จะเห็นรอยต่อระหว่างไม่ได้ชัดเจน ความแตกต่างของการต่อไม้กับการเข้าไม้คือ การต่อไม้จะไม่ทำให้เกิดมุมขึ้น การต่อไม้สามารถทำได้หลายวิธี แล้วแต่จะเลือกใช้วิธีการใด ดังรูปที่ 7.20

view
view